เมื่อยักษ์ใหญ่ยานยนต์ต้องเลือกทิศทาง

อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทยมาหลายทศวรรษ โดยมีปริมาณการผลิตที่สูงเป็นอันดับต้นของอาเซียนและมีห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับบริษัทชั้นนำระดับโลก แต่การมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่บีบให้ทุกฝ่ายต้องตั้งคำถามว่า “จะรักษาฐานการผลิตเดิมไว้ได้หรือไม่” สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (Thai Automotive Industry Association หรือ TAIA) จึงกลายเป็นเสียงหลักของภาคเอกชนที่ทำหน้าที่ทั้งเป็นตัวแทน เจรจา และกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมในจุดเปลี่ยนนี้

เป้าหมายการผลิต 2026: ตัวเลขที่สะท้อนความระมัดระวัง

1.5 ล้านคัน: เป้าที่ไม่หวือหวาแต่สะท้อนความเป็นจริง

TAIA ตั้งเป้าการผลิตรถยนต์ในปี 2026 ไว้ที่ 1.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2025 โดยคาดว่าการส่งออกจะทรงตัวที่ 950,000 คัน นางยupin บุญศิริจันทรา นายกสมาคม TAIA ระบุว่าตลาดรถยนต์ในปี 2026 จะทรงตัวหากไม่มีปัจจัยบวกสนับสนุน และเรียกร้องให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อเสนอสามประการต่อภาครัฐ: ปกป้อง ส่งเสริม กระตุ้น

ปกป้องฐานการผลิต

TAIA เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการปกป้องฐานการผลิตในประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากรถนำเข้าและการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ที่ทำให้โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานเดิมสั่นคลอน

ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ EV

สมาคมผลักดันนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยี EV และสนับสนุนให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิมปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่

กระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ

ข้อเสนอที่สามคือการกระตุ้นความต้องการซื้อรถยนต์ภายในประเทศผ่านมาตรการทางการคลังและการเงิน เพื่อรักษาระดับการผลิตและ employment ตลอดห่วงโซ่

บทบาทของ TAIA ในการเชื่อมโยงระหว่างประเทศ

ความร่วมมือ TAIA–JAMA: สะพานเชื่อมไทย–ญี่ปุ่น

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2026 TAIA ได้จัดการหารือกับสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งญี่ปุ่น (JAMA) โดยมุ่งเน้นความท้าทายที่ทั้งสองอุตสาหกรรมกำลังเผชิญและแนวทางความร่วมมือในอนาคต การหารือนี้สะท้อนบทบาทของ TAIA ในฐานะ ตัวกลางทางการทูตอุตสาหกรรม ที่รักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าต่างประเทศในยามที่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่าน

ความร่วมมือกับ BOI: มาตรการสนับสนุน EV และห่วงโซ่อุปทาน

ในเดือนมีนาคม 2026 BOI ได้จัดการประชุมกับสมาคมยานยนต์หลักสี่แห่งของไทย รวมถึง TAIA เพื่อหารือมาตรการสามประการในการผลักดัน EV และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นว่า TAIA ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเสนอปัญหา แต่เข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม

มุมมองเชิงวิเคราะห์: บทบาทที่เกินกว่าการเป็น “ปากเสียง”

สิ่งที่ทำให้ TAIA แตกต่างจากองค์กรวิชาชีพทั่วไปคือการทำหน้าที่เป็น “ผู้ออกแบบนโยบายร่วม” กับภาครัฐ ตั้งแต่การตั้งเป้าการผลิต การเสนอมาตรการทางการคลัง ไปจนถึงการเจรจากับคู่ค้าต่างประเทศ ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน TAIA จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่เป็นผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมที่จ้างงานกว่าล้านคนในประเทศไทย