หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบหรือ Responsible Lending ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2567 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนอนุมัติสินเชื่อ โดยพิจารณารายได้ ภาระหนี้เดิม ความสามารถในการชำระคืน และความสามารถในการดำรงชีพขั้นจำเป็น รวมถึงต้องเสนอการปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ที่ประสบปัญหา และต้องรออย่างน้อย 60 วันก่อนโอนหนี้เสียให้บุคคลที่สาม กฎนี้มีจุดแข็งที่ชัดเจนคือบังคับให้ผู้ให้บริการมองเห็นความเสี่ยงก่อนปล่อยสินเชื่อ ไม่ใช่ปล่อยแล้วตามทวงภายหลัง
ณ เดือนธันวาคม 2568 การปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้หลักเกณฑ์ Responsible Lending ช่วยเหลือลูกหนี้ประมาณ 4.3 ล้านราย ครอบคลุมหนี้ราว 2.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้สะท้อนว่ากฎมีผลในทางปฏิบัติ ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดเชิงพิธีการ แต่ผลข้างเคียงคือเมื่อมาตรฐานการ underwriter เข้มขึ้น ธนาคารและผู้ให้บริการจำเป็นต้องเพิ่มเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับสินเชื่อในระบบ ซึ่งอาจผลักผู้กู้ที่มีรายได้ไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีประวัติเครดิตแบบดั้งเดิมออกไปอยู่นอกระบบมากขึ้น
ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้น ยิ่งกฎเข้มเท่าไร ผู้ที่เปราะบางที่สุดก็ยิ่งมีโอกาสหันไปพึ่งแอปฯ เถื่อนมากขึ้นเท่านั้น ข้อมูลหนี้ครัวเรือนไทย ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 16.44 ล้านล้านบาท หรือ 86.7% ของ GDP และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 1.31 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.59% ของสินเชื่อทั้งหมด ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่าการคุ้มครองผู้บริโภคในสินเชื่อดิจิทัลแยกออกจากการแก้ปัญหาโครงสร้างหนี้ครัวเรือนไม่ได้
ธปท. ได้ขยายแนวทางป้องกันไปสู่การกำกับข้อมูลและแบบจำลองที่ใช้ AI ในการประเมินสินเชื่อผ่านกรอบ AI Risk Management Framework แต่สิ่งที่ยังขาดคือการสร้างทางเลือกสินเชื่อที่ถูกกฎหมายและเข้าถึงได้จริงสำหรับกลุ่มที่ไม่มีหลักประกันและไม่มีสลิปเงินเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่แอปฯ เถื่อนกำลังช่วงชิงอยู่ การคุ้มครองผู้บริโภคจึงต้องมาพร้อมกับการออกแบบตลาด ไม่ใช่เพียงการปิดกั้นผู้เล่นที่ผิดกฎหมาย

