นโยบายการเงินในประเทศไทยทำงานผ่านมากกว่าหนึ่งอัตรา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงื่อนไขทางการเงินในภาพรวม แต่โครงสร้างตลาด—อัตราอ้างอิง, ช่องทางการชำระเงิน และการจัดการสภาพคล่อง—จะกำหนดว่าแนวทางนั้นจะส่งผ่านไปยังครัวเรือนและธุรกิจได้อย่างไร การเปลี่ยนแปลงจากอัตราอ้างอิงแบบดั้งเดิมไปสู่ Thai Overnight Repurchase Rate (THOR) สำหรับตราสารที่ denominated ด้วยเงินบาทเป็นการปรับตัวให้ประเทศไทยสอดคล้องกับการย้ายไปสู่การใช้จ่ายแบบไม่มีความเสี่ยงในระดับโลก THOR ช่วยทำให้การตั้งราคาสินเชื่อและตราสารมีความแม่นยำและชัดเจนมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ธนาคารสามารถเชื่อมโยงผลตอบแทนจากสินทรัพย์กับต้นทุนการระดมทุนได้อย่างถูกต้องมากขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในนโยบายมีการเคลื่อนไหว การปรับเปลี่ยนที่ตามมาในอัตราดอกเบี้ยของธนาคารจะมีผลสะท้อนที่ตรงไปยังต้นทุนการกู้ยืมสำหรับผู้บริโภคและธุรกิจ
การดำเนินงานของสภาพคล่องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่าน การดำเนินการเปิดตลาดและการใช้เครื่องมือคงค้างทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในระบบได้ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ธนาคารในระบบการเงินจำเป็นต้องบริหารจัดการสภาพคล่องทุกวันโดยพิจารณาจากการเก็บสำรองและโอกาสการลงทุนในตลาดเงิน เมื่อสภาพคล่องในระบบตึงตัว อัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารจะขึ้นไปที่ขอบสูงสุดของช่องทางการเงิน ซึ่งสามารถกระตุ้นให้ธนาคารต้องปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หรือนำเสนอโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าฝากเงิน ขณะที่ในช่วงที่สภาพคล่องในระบบหลวม การปรับอัตราดอกเบี้ยจะทำให้การเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยเบาลง ซึ่งจะลดความเครียดในสภาวะทางการเงิน
ช่องทางการชำระเงินดิจิทัลของประเทศไทย—โดยเฉพาะระบบ PromptPay และการรับชำระเงินผ่าน QR—ได้ลดต้นทุนในการทำธุรกรรมและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการธนาคารแบบไม่ใช้เงินสด การขยายตัวของช่องทางดิจิทัลนี้ทำให้การทำธุรกรรมกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสำหรับทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ในขณะเดียวกัน การใช้ระบบดิจิทัลช่วยให้ธนาคารและผู้ให้บริการฟินเทคสามารถให้สินเชื่อได้แม่นยำยิ่งขึ้น โดยการใช้ข้อมูลจากการทำธุรกรรมในแบบเรียลไทม์ที่เกิดขึ้นจากระบบการชำระเงินเหล่านี้ ซึ่งเป็นการปรับปรุงการประเมินความเสี่ยงและลดต้นทุนในการให้สินเชื่อขนาดเล็ก โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม
การเปิดตัวของธนาคารดิจิทัลและการพัฒนาธนาคารเปิดทำให้เกิดการแข่งขันในการให้บริการทางการเงิน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทั้งในด้านการฝากเงินและการปล่อยสินเชื่อ ธนาคารดั้งเดิมต้องปรับตัวเพื่อให้บริการที่ดีขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้า โดยการเพิ่มความสามารถในการให้บริการสินเชื่อแบบดิจิทัล การใช้งานของเทคโนโลยีในการประมวลผลข้อมูลจะช่วยให้ธนาคารสามารถทำการประเมินเครดิตได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำและมีความสามารถในการชำระหนี้ที่สูง
การบริหารความเสี่ยงยังคงเป็นเรื่องที่ธนาคารให้ความสำคัญ เนื่องจากอัตราหนี้ครัวเรือนที่สูงในประเทศไทย ทำให้ภาระการชำระหนี้ของครัวเรือนมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงในอัตราดอกเบี้ย ธปท. จึงได้ใช้เครื่องมือมหภาคต่าง ๆ เช่น การจำกัด LTV สำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัย การกำหนดอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (DSR) และมาตรการที่คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และสนับสนุนให้ธนาคารมีความยืดหยุ่นในการปรับโครงสร้างหนี้และให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบปัญหาทางการเงิน
ค่าเงินบาทมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธปท. เนื่องจากค่าเงินบาทสะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจในประเทศและความเสี่ยงจากตลาดโลก การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทสามารถกระทบต่อการนำเข้าและส่งออก รวมถึงการขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อ การที่ธปท. สามารถปรับอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการรับมือกับความท้าทายที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของค่าเงิน
จากมุมมองของนักลงทุน ผลกระทบของการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยต่อผลกำไรจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลา เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ธนาคารสามารถปรับอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ให้สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป การแข่งขันในการดึงดูดเงินฝากจะทำให้ธนาคารต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนการระดมทุน ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำจะทำให้มาร์จินแคบลง แต่อาจช่วยกระตุ้นการขยายตัวของสินเชื่อและลดต้นทุนการตั้งสำรอง
ในด้านการทำกำไร รายได้จากค่าธรรมเนียม—เช่น ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน การจัดการความมั่งคั่ง และบริการการค้าระหว่างประเทศ—ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ธนาคารที่สามารถปรับตัวได้ดีและใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการจะสามารถสร้างผลกำไรได้มากขึ้นแม้ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง
การพัฒนาทางด้านการเงินยั่งยืนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ธนาคารในประเทศไทยต้องคำนึงถึง การให้สินเชื่อสีเขียวและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น ธนาคารต่าง ๆ กำลังพัฒนาโครงสร้างทางการเงินเพื่อรองรับการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจในการให้สินเชื่อในอนาคต

