การเติบโตของ Data Center ในไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดเพียงอย่างเดียว อีกสมการหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “พลังงานและน้ำ” ซึ่งกลายเป็นตัวแปรชี้ขาดว่าโครงการใดจะได้ไฟเขียวจาก BOI และโครงการใดจะถูกชะลอหรือปรับเงื่อนไข BOI ถึงขั้นจัดตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการ Data Center โดยเฉพาะ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ทำหน้าที่เป็นด่านตรวจแบบเบ็ดเสร็จในการประเมินการใช้ทรัพยากร ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแหล่งพลังงานสะอาดก่อนที่นักลงทุนจะยื่นขอสิทธิประโยชน์ทางภาษี นี่คือสัญญาณว่ายุคที่ Data Center ขอไฟได้ไม่จำกัดกำลังจะจบลง

ทำไมพลังงานถึงเป็นคอขวดที่แท้จริง

Data Center เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าหนักที่สุดต่อตารางเมตร เมื่อรวมกับความต้องการไฟจากภาคการผลิตและภาคบริการอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้โครงข่ายไฟฟ้าในบางพื้นที่ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เริ่มตึงตัว ข้อมูลจากรายงานด้านอสังหาริมทรัพย์ชี้ว่า EEC กำลังกลายเป็นฐานใหม่ของ Data Center โดยมีกำลังการผลิตที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและวางแผนสูงถึง 149.9 เมกะวัตต์ภายในปี 2571 เกือบสองเท่าของกรุงเทพฯและปริมณฑล ขณะที่แผนขยายโครงข่ายไฟฟ้าในพื้นที่รองรับเพิ่มได้อีก 1,150 เมกะวัตต์ แต่ตัวเลขกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ “มีแผน” ไม่ได้แปลว่าจะพร้อมทันเวลาเสมอไป

ยิ่งไปกว่านั้น EEC ยังเผชิญข้อจำกัดด้านน้ำ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรีและระยองที่水资源ตึงตัว ขณะที่ฉะเชิงเทรามีสัดส่วนน้ำใช้การได้ประมาณ 63% Data Center ต้องใช้น้ำในการระบายความร้อนในปริมาณมาก แม้เทคโนโลยี cooling แบบแห้งจะมีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ยังต้องพึ่งน้ำในบางกระบวนการ ข้อจำกัดนี้ทำให้การเลือกทำเลไม่ใช่แค่เรื่องของราคาที่ดินหรือ proximity to Bangkok อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “น้ำและไฟที่มีอยู่จริง”

BOI ปรับเกม: ประสิทธิภาพพลังงานกลายเป็นตัวกำหนดสิทธิประโยชน์

BOI ได้ปรับเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนสำหรับ Data Center โดยผูกสิทธิประโยชน์ภาษีเข้ากับประสิทธิภาพพลังงานอย่างชัดเจน: โครงการที่ใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานสูงสุดได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนานสูงสุด 8 ปี ขณะที่ระดับมาตรฐานได้ 5 ปี นอกจากการใช้พลังงานแล้ว BOI ยังกำหนดให้ผู้ยื่นคำขอต้องแสดงแผนการมีส่วนร่วมต่อเศรษฐกิจไทย ครอบคลุมการพัฒนากำลังคน การวิจัยและพัฒนา และห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ Data Center ที่ “ดีต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น” ได้เปรียบกว่าโครงการที่เน้นความเร็วในการสร้าง但没有คุณภาพเชิงระบบ

มุมมองที่สตาร์ทอัพควรมีต่อ “Data Center สีเขียว”

สำหรับสตาร์ทอัพ คำว่า “ความยั่งยืน” ของ Data Center อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วมันเชื่อมโยงกับต้นทุนการให้บริการ cloud และ colocation โดยตรง หากผู้ให้บริการ Data Center ต้องแบกต้นทุนค่าไฟที่สูงขึ้นหรือถูกจำกัดการใช้น้ำ ต้นทุนเหล่านั้นจะถูกส่งต่อไปยังผู้เช่าในที่สุด สตาร์ทอัพที่เลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสูงและมีระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพ จะมีความเสี่ยงด้านต้นทุนระยะยาวต่ำกว่า

ในทางกลับกัน สตาร์ทอัพที่ทำงานด้าน climate tech หรือ energy optimization มีโอกาสเชิงพาณิชย์โดยตรงในการขายโซลูชันให้กับผู้ประกอบการ Data Center ที่กำลังถูกกดดันให้ลดการใช้พลังงานและน้ำ ไม่ว่าจะเป็นระบบ AI สำหรับบริหารจัดการภาระงาน (workload orchestration) ที่ลดการใช้ไฟช่วง peak หรือเซ็นเซอร์ตรวจวัดการใช้น้ำแบบเรียลไทม์

ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สิ่งที่เห็นได้ชัดจากพัฒนาการในปี 2569 คือ ไทยไม่ได้ต้องการเป็นแค่ “ที่ตั้ง” ของ Data Center แต่ต้องการให้ Data Center เหล่านั้นอยู่ร่วมกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรของประเทศได้อย่างยั่งยืน การที่ BOI กล้าชะลอหรือปรับเงื่อนไขโครงการที่ไม่มีแผนพลังงานที่ชัดเจน สะท้อนว่ารัฐให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงด้านพลังงานและน้ำมากกว่าตัวเลขเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว สตาร์ทอัพที่เข้าใจเกมนี้จะสามารถวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์และพันธมิตรได้ตรงจุดกว่า