ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถือเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย แต่ยังคงเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการขอเงินทุน แม้ว่าธุรกิจขนาดเล็กจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างงานและการเติบโตทาง GDP แต่การหาแหล่งเงินทุนยังคงเป็นปัญหาหลัก ในบทความนี้เราจะสำรวจเหตุผลที่ SMEs ในประเทศไทยประสบปัญหาในการขอเงินกู้และมาตรการที่นำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหานี้
ความสำคัญของ SMEs ในเศรษฐกิจไทย
SMEs เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากเป็นธุรกิจหลักที่มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 99 ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศ สร้างการจ้างงานและมีส่วนในการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ถึงแม้จะมีบทบาทสำคัญ SMEs ก็ยังพบปัญหาหลายประการในการขอเงินทุนจากแหล่งเงินทุนดั้งเดิม ธนาคารที่ให้บริการเงินกู้แบบดั้งเดิมมักมองว่า SMEs เป็นความเสี่ยงสูง ซึ่งทำให้การเข้าถึงแหล่งเงินทุนกลายเป็นอุปสรรคที่สำคัญ
อุปสรรคหลักในการขอเงินทุน
- การขาดหลักประกัน: หนึ่งในอุปสรรคหลักที่ SMEs ต้องเผชิญคือการขาดหลักประกัน ธนาคารมักต้องการหลักประกันที่มีค่า เช่น ที่ดินหรือเครื่องจักร ซึ่งธุรกิจขนาดเล็กหลายแห่งไม่มี
- ปัญหาบันทึกทางการเงิน: หลาย SMEs ขาดการจัดการบันทึกทางการเงินอย่างเป็นระบบ เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กมักจะดำเนินธุรกิจโดยไม่ใช้บริการจากนักบัญชีมืออาชีพ ส่งผลให้ไม่มีเอกสารทางการเงินที่สมบูรณ์
- ความเสี่ยงทางเครดิต: SMEs ที่ไม่มีประวัติทางการเงินที่ดีหรือข้อมูลเครดิตมักจะไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร แม้ว่าธุรกิจจะดำเนินการมาเป็นเวลาหลายปี แต่การขาดรายงานเครดิตอย่างเป็นทางการทำให้ธนาคารยากที่จะประเมินโปรไฟล์ความเสี่ยงของธุรกิจ ซึ่งส่งผลให้การขอสินเชื่อยากขึ้น
การสนับสนุนจากรัฐบาลและโครงการทางการเงิน
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไทยได้ริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อช่วยให้ SMEs สามารถเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น บริษัทการค้ำประกันสินเชื่อแห่งประเทศไทย (TCG) มีการให้การค้ำประกันสินเชื่อแก่ SMEs ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงสำหรับธนาคารและทำให้สามารถให้สินเชื่อแก่ธุรกิจขนาดเล็กได้มากขึ้น การค้ำประกันสินเชื่อนี้เป็นตัวช่วยสำคัญในการขยายการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เปิดตัวโปรแกรมที่ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ SMEs ในภาคส่วนเฉพาะ เช่น ภาคการเกษตรและเทคโนโลยี โครงการเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงเงินทุนในราคาที่ไม่แพง ทำให้พวกเขาสามารถเติบโตและพัฒนาได้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
การสำรวจแหล่งเงินทุนทางเลือก
นอกจากการสนับสนุนจากรัฐบาลแล้ว แหล่งเงินทุนทางเลือกกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในประเทศไทย การให้ยืมแบบ Peer-to-Peer (P2P) และการระดมทุนจากฝูงชนกลายเป็นทางเลือกที่ SMEs สามารถใช้ในการระดมทุนโดยไม่ต้องผ่านธนาคาร ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถระดมเงินจากนักลงทุนที่หลากหลายและไม่ต้องพึ่งพาธนาคารเพียงแห่งเดียว
แพลตฟอร์ม P2P ที่เป็นที่นิยมในประเทศไทยมีหลายแห่งที่เสนอสินเชื่อแก่ SMEs โดยมีอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้ แพลตฟอร์มเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีในการประเมินความน่าเชื่อถือของธุรกิจ ซึ่งมักจะทำให้การอนุมัติสินเชื่อเร็วขึ้นและเงื่อนไขดอกเบี้ยต่ำกว่าธนาคาร
การระดมทุนจากฝูงชน (crowdfunding) ก็เป็นอีกทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งช่วยให้ SMEs สามารถระดมเงินทุนจากนักลงทุนจำนวนมาก โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการขยายฐานนักลงทุนและเพิ่มการเข้าถึงเงินทุน
บทบาทของเทคโนโลยีในการเข้าถึงการเงิน
เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงการเข้าถึงเงินทุนของ SMEs แพลตฟอร์มฟินเทคที่ผสมผสานเทคโนโลยีกับการเงินช่วยให้ SMEs สามารถขอสินเชื่อและจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพลตฟอร์มเหล่านี้มักจะมีข้อกำหนดในการกู้ยืมที่ยืดหยุ่น และไม่ต้องการเอกสารทางการเงินมากเท่ากับธนาคาร ซึ่งทำให้การเข้าถึงเงินทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
ยิ่งไปกว่านั้น แพลตฟอร์มการกู้ยืมดิจิทัลยังทำให้ SMEs ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่ไม่มีสาขาธนาคารสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ แพลตฟอร์มเหล่านี้ใช้ข้อมูลทางเลือกและเทคโนโลยีในการประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงินของธุรกิจ ซึ่งทำให้ธุรกิจขนาดเล็กที่ขาดประวัติทางการเงินสามารถขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
สรุป
การเข้าถึงเงินทุนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ SMEs ในประเทศไทยต้องเผชิญ แต่มีโซลูชันที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อลดช่องว่างนี้ โครงการการค้ำประกันสินเชื่อจากรัฐบาล การใช้แหล่งเงินทุนทางเลือก เช่น การให้ยืมแบบ Peer-to-Peer และการระดมทุนจากฝูงชน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปรับปรุงกระบวนการให้สินเชื่อ ทำให้ SMEs ในประเทศไทยสามารถเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตและมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน

