ธนาคารแห่งประเทศไทยตอบสนองต่อการเติบโตนี้ด้วยการเตรียมกรอบกฎเกณฑ์รอบด้าน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย วิทัย รัตนากร ยืนยันว่าใบอนุญาตเฉพาะสำหรับผู้ให้บริการ BNPL จะมีผลในไตรมาสที่ 4 ปี 2026
กฎใหม่ครอบคลุมข้อกำหนดสำคัญ: จำกัดดอกเบี้ยในช่วง 15-20% วงเงินสูงสุด 20,000 บาทต่อผู้ใช้ กำหนดอายุขั้นต่ำ 18-20 ปี และห้ามถอนเงินสด ผู้ให้บริการ BNPL รายเดิมจะได้รับช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อปรับตัว และรายที่ไม่ผ่านข้อกำหนดจะไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินงานอีก
โมเดลธุรกิจ BNPL: จากความสะดวกสู่สินเชื่อผู้บริโภค
โมเดลธุรกิจ BNPL โดยพื้นฐานเปลี่ยนประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์จากธุรกรรมทันทีเป็นผ่อนชำระโดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ในไทยมีผู้ให้บริการ BNPL หลักราว 6 รายที่ดำเนินงานอยู่ในตลาด จุดสนใจของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่บริษัทที่ให้สินเชื่อแก่ผู้บริโภคเพื่อซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
สิ่งที่ทำให้ BNPL น่าสนใจในเชิงพาณิชย์คือความสามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่ไม่มีบัตรเครดิต ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ในไทย ด้วยอัตราการใช้บัตรเครดิตเพียง 0.4 ใบต่อ 100 คน BNPL จึงเติมช่องว่างที่ผลิตภัณฑ์ธนาคารแบบเดิมเข้าถึงไม่ได้
ผลกระทบต่อสตาร์ทอัพที่ไม่ใช่ธนาคาร
กฎใหม่สร้างพลวัตใหม่สำหรับสตาร์ทอัพฟินเทคที่ไม่ใช่ธนาคาร ด้านหนึ่งข้อกำหนดใบอนุญาตเพิ่มภาระการปฏิบัติตามและต้นทุนดำเนินงาน อีกด้านหนึ่งกรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนให้ความชอบธรรมและความแน่นอนทางกฎหมายซึ่งเป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน
ธนาคารแห่งประเทศไทยยังขยายการกำกับผู้ให้บริการการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารราว 3,600 ราย ครอบคลุม 24 ประเภท รวมถึงสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ และบัตรเครดิต ผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคารคิดเป็นสัดส่วนราว 75% ของบัญชีสินเชื่อรายย่อยทั้งหมดในไทย
มุมมองผู้บริโภคและอนาคต
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ BNPL สะท้อนการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคดิจิทัลไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับอีคอมเมิร์ซและการชำระเงินทันทีผ่าน PromptPay อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่ไม่มาพร้อมความรู้ทางการเงินเพิ่มความเสี่ยงหนี้เกินตัวในกลุ่มคนหนุ่มสาว
เมื่อใบอนุญาตบังคับมีผลปลายปี 2026 โมเดลธุรกิจ BNPL ในไทยจะเปลี่ยนจากการเติบโตเชิงรุกสู่โมเดลที่ยั่งยืนขึ้น สตาร์ทอัพที่ปรับตัวเข้ากับกฎใหม่ได้พร้อมยังมอบความสะดวกให้ผู้บริโภคจะกลายเป็นผู้ชนะในตลาดที่คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง

