เมื่อธนาคารกลางไม่ใช่แค่ผู้กำหนดดอกเบี้ย แต่เป็นนักสะสมทองคำตัวจริง

นักลงทุนไทยจำนวนมากมักมองว่านโยบายการเงินคือเรื่องของดอกเบี้ย แต่ปี 2569 เปิดเผยความจริงข้อหนึ่งที่นักวิเคราะห์หลายสำนักไม่ได้คาดคิด นั่นคือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังสะสมทองคำในทุนสำรองเงินตราอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

ข้อมูลจากรายงานสถานะการเงินรายสัปดาห์ของ ธปท. ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เปิดเผยว่าทุนสำรองทองคำของไทยมีมูลค่าถึง 673,331,145,271 บาท หรือประมาณ 6.73 แสนล้านบาท  ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่เป็นสัญญาณที่บอกว่านักลงทุนสถาบันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศกำลังใช้ทองคำเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพ

ทำไม ธปท. จึงเลือกสะสมทองคำในจังหวะนี้

ค่าเงินบาทและเสถียรภาพทุนสำรอง

ค่าเงินบาทในปี 2569 ผันผวนสูงกว่าที่คาด การอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 33.28 บาทต่อดอลลาร์  ส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าทุนสำรองระหว่างประเทศที่ตีค่าเป็นเงินดอลลาร์ ในสถานการณ์เช่นนี้ ทองคำทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันตามธรรมชาติ เพราะมูลค่าทองคำในรูปดอลลาร์มักเพิ่มขึ้นเมื่อเงินดอลลาร์อ่อนค่าหรือความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดอลลาร์ลดลง

แรงกดดันจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ

อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยปี 2569 เคลื่อนไหวในกรอบ 1.5–2.5%  ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารขนาดใหญ่ยังอยู่ที่เพียง 0.25%  ส่วนต่างนี้ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบอย่างชัดเจน ธปท. ในฐานะผู้ดูแลเสถียรภาพระบบการเงินจึงต้องรักษามูลค่าทุนสำรองด้วยสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้จริง

ความเชื่อมโยงระหว่างธปท. กับนักลงทุนรายย่อย

สัญญาณที่ตลาดอ่านออก

ข้อมูลทุนสำรองทองคำของ ธปท. ที่สูงถึง 6.73 แสนล้านบาท ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569  ได้รับการจับตามองจากนักวิเคราะห์ว่าเป็น “สัญญาณเงียบ” ที่บอกว่าสถาบันขนาดใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะยาว

นโยบายควบคุมการซื้อขายทองคำที่เข้มขึ้น

ในเดือนสิงหาคม 2569 ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่ามาตรการควบคุมการซื้อขายทองคำที่ประกาศก่อนหน้านี้ได้ช่วยลดผลกระทบของราคาทองคำต่อค่าเงินบาทได้จริง โดยปริมาณการถอนทองคำจริงที่เกิน 2 กิโลกรัม ลดลงประมาณ 70% หลังจากการบังคับให้รายงานการทำธุรกรรม  มาตรการนี้สะท้อนความพยายามของ ธปท. ในการแยกตลาดทองคำในประเทศออกจากกลไกที่อาจสร้างความผันผวนให้ค่าเงิน