บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กำลังเผชิญกับวิกฤตที่ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาน้ำมันโลก แต่คือวิกฤตเชิงโครงสร้างที่เรียกว่า Energy Transition การถูกกดดันจากนักลงทุนสถาบันระดับโลกและคนรุ่นใหม่ที่หันไปใส่ใจสิ่งแวดล้อม ทำให้ ปตท. ต้องปรับกลยุทธ์การจัดการความเสี่ยงครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว
วิกฤตการลงทุนในโครงการคาร์บอนสูง
หนึ่งในความเสี่ยงที่ชัดเจนที่สุดคือการที่กองทุนนานาชาติเริ่มเทขายหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิล (Divestment) กลยุทธ์เชิงรับของ ปตท. คือการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อแยกธุรกิจสีเขียวออกจากธุรกิจเดิมอย่างชัดเจน เช่น การลงทุนในธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ การทำเช่นนี้ช่วยลดแรงกดดันจากนักวิเคราะห์และสื่อมวลชนที่โจมตีเรื่องการปล่อยคาร์บอน
การรับมือกับวิกฤตอุบัติเหตุและความปลอดภัย
สำหรับธุรกิจพลังงาน อุบัติเหตุเพียงครั้งเดียวสามารถทำลายชื่อเสียงที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ กลยุทธ์การจัดการวิกฤตของ ปตท. เน้นไปที่การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Preventive Safety Culture) โดยใช้เทคโนโลยี Digital Twin จำลองสถานการณ์การทำงานของท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซ เพื่อคาดการณ์จุดเสี่ยงและแก้ไขก่อนเกิดเหตุจริง มาตรฐานนี้ทำให้ตัวเลขอุบัติเหตุถึงขั้นหยุดงาน (Lost Time Injury) ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลอัปเดต: ในปี 2026 กระทรวงพลังงานและ ปตท. ได้ลงนามข้อตกลงการพัฒนาพลังงานไฮโดรเจนสีเขียวร่วมกับพันธมิตรจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุน รายละเอียดความร่วมมือสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ทางการของ ปตท. https://www.pttplc.com
การสื่อสารเรื่อง “ความมั่นคงทางพลังงาน”
ในช่วงวิกฤตราคาพลังงานแพง ปตท. เลือกใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ย้ำเตือนถึงภารกิจหลักของชาติแทนการปกป้องผลกำไร การประกาศตรึงราคาก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือนในช่วงขาขึ้นของราคาตลาดโลก เป็นการยอมแลกกำไรเพื่อรักษาใบอนุญาตทางสังคม (Social License to Operate) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการลดกระแสต่อต้านจากสาธารณชน

