ตัวเลข 2 แสนล้านบาท คือมูลค่าความเสียหายทางสภาพคล่องที่ SME ไทยต้องแบกรับในแต่ละปีจากปัญหาเครดิตเทอมที่ไม่เป็นธรรม ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือเลือดเนื้อของธุรกิจนับล้านรายที่ต้องกู้เงินเพื่อประคองตัวในขณะที่รอเงินที่ตนหามาได้อย่างชอบธรรม

ทำไมเครดิตเทอมถึงกลายเป็นปัญหาใหญ่

ตามกฎเดิมของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (TCCT) เครดิตเทอมถูกกำหนดไว้ที่ 30 วันสำหรับซัพพลายเออร์เกษตร และ 45 วันสำหรับ SME โดยนับจากวันที่ออกใบแจ้งหนี้ แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่าซัพพลายเออร์ที่ส่งสินค้าให้ผู้ค้าปลีกสมัยใหม่บางรายต้องรอเงินนานถึง 6-8 เดือน โดยอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น เอกสารไม่ครบ กระบวนการวางบิลล่าช้า หรือการตรวจสอบบัญชีเพิ่มเติมหลังส่งใบแจ้งหนี้แล้ว

สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ ความล่าช้าเหล่านี้อาจไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับ SME ที่มีเงินสำรองจำกัด ความล่าช้าเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็สามารถกลายเป็นวิกฤตได้ ธุรกิจต้องกู้เงินเพื่อจ่ายค่าแรง ซื้อวัตถุดิบ หรือเลื่อนการลงทุนที่จำเป็นออกไป และเมื่อผู้ค้าปลีกสมัยใหม่เสนอสินเชื่อระยะสั้นให้กับซัพพลายเออร์ระหว่างรอเงิน ภาระดอกเบี้ยก็ถูกผลักไปที่ SME มากขึ้นไปอีก

กฎใหม่: มาตรฐานเครดิตเทอมที่ SME ต้องรู้

ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้ออกประกาศฉบับใหม่ที่กำหนดมาตรฐานเครดิตเทอมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

สำหรับธุรกิจที่มีรายได้เกิน 500 ล้านบาทต่อปี จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังนี้:

  • 45 วัน สำหรับธุรกรรมในภาคการค้า การผลิต และบริการ
  • 30 วัน สำหรับสินค้าเกษตร

ผู้ฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับทางปกครอง โดยคำนวณจากเปอร์เซ็นต์ของรายได้ และพิจารณาจากความรุนแรงและผลกระทบของการกระทำความผิด

นอกจากนี้ สภาสหพันธ์ SME ไทยยังได้เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรับปรุงระเบียบให้บริษัทจดทะเบียนต้องรายงานการชำระเครดิตเทอมตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ผลกระทบที่ตามมา: เมื่อกฎใหม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

การบังคับใช้กฎเครดิตเทอมใหม่คาดว่าจะช่วยปลดล็อกเงินสดที่ติดค้างในระบบได้อย่างมีนัยสำคัญ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่ออำนวยสินเชื่อใหม่ให้กับ SME ไม่น้อยกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะสามารถอัดฉีดเม็ดเงินรวม 200,000 ล้านบาทเข้าสู่ระบบ финансовый

อย่างไรก็ตาม กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด หากขาดการบังคับใช้อย่างจริงจังและการสร้างวัฒนธรรมการชำระเงินตรงเวลาในภาคธุรกิจ ขณะที่ SME เองก็ต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินของตัวเองด้วยการทำ Stress Test อย่างสม่ำเสมอ จากการสำรวจพบว่า 42.6% ของ SME ต้องขอผ่อนผันหรือพักชำระหนี้ และ 26.5% ต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อเสริมสภาพคล่อง

เสียงจากสนามจริง: ตัวเลขที่บอกเล่าความจริง

ผลสำรวจจาก UTCC ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 เปิดเผยภาพที่ชัดเจนว่า 31.1% ของธุรกิจมีรายได้ต่ำกว่าปีก่อน 35% มีคำสั่งซื้อลดลง และ 41.8% ระบุว่าหนี้สินโดยรวมเพิ่มขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กที่สุด (Micro Enterprise) ได้รับผลกระทบหนักที่สุดด้วยดัชนีสภาวะธุรกิจเพียง 38.5 จุด เทียบกับ 43.4 จุดสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และ 48.2 จุดสำหรับธุรกิจขนาดกลาง

ตัวเลขเหล่านี้บอกเราว่า ปัญหาสภาพคล่องไม่ใช่เรื่องของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง แต่เป็นวิกฤตเชิงระบบที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐที่ต้องบังคับใช้กฎอย่างจริงจัง ภาคการเงินที่ต้องผ่อนปรนเงื่อนไขอย่างสมเหตุสมผล และภาคธุรกิจที่ต้องบริหารจัดการเงินสดอย่างมีวินัย