ต้นทุนพลังงานพุ่งกระตุ้นการเปลี่ยนผ่าน
ราคาพลังงานที่ผันผวนและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มขึ้นทำให้ผู้ประกอบการขนส่งไทยต้องเร่งปรับตัว ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุว่าภาคขนส่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 30% ของทั้งประเทศในปี 2026 ดูสถิติพลังงาน
สตาร์ทอัพลอจิสติกส์หลายรายเริ่มเปลี่ยนฝูงรถจักรยานยนต์และรถตู้ส่งของเป็นระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่สถานีชาร์จครอบคลุมมากขึ้น
ยานยนต์ไฟฟ้าในงาน Last Mile
บริษัทขนส่งรายหนึ่งในไทยทดลองใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 500 คันในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่าต้นทุนพลังงานต่อกิโลเมตรลดลงจาก 1.10 บาทเหลือ 0.35 บาท เมื่อเทียบกับรถน้ำมัน และค่าบำรุงรักษาลดลง 60% เพราะมอเตอร์ไฟฟ้ามีชิ้นส่วนน้อยกว่า
นอกจากนี้ การใช้รถไฟฟ้ายังช่วยลดเสียงรบกวนในย่านชุมชนและลดมลพิษฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเมืองใหญ่ สตาร์ทอัพบางรายให้พนักงานขับรถมีรายได้พิเศษจาก “คะแนนลดคาร์บอน” ที่เก็บจากระยะทางวิ่งจริง
คลังสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์
การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาคลังสินค้ากลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสตาร์ทอัพลอจิสติกส์ไทยในปี 2026 คลังขนาด 10,000 ตารางเมตรสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 1.2 เมกะวัตต์ต่อวัน เพียงพอต่อระบบคัดแยกอัตโนมัติและเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าภายในคลัง
ผลสำรวจภายในของผู้ประกอบการรายหนึ่งระบุว่าค่าไฟฟ้าของคลังลดลง 35% หลังติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และคืนทุนภายใน 4.5 ปี ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของคลังได้ 40% ต่อปี
การตอบรับจากผู้ประกอบการ SME
ผู้ค้าออนไลน์และ SME ที่ใช้บริการขนส่งสีเขียวเริ่มนำโลโก้ “จัดส่งคาร์บอนต่ำ” ไปแสดงบนหน้าร้าน เพื่อดึงดูดลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่ยินดีจ่ายเพิ่ม 3–5% สำหรับสินค้าที่มีกระบวนการขนส่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
เทรนด์นี้ไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่กลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่จับต้องได้ และช่วยให้สตาร์ทอัพลอจิสติกส์ไทยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งข้ามชาติในปี 2026

