การปฏิวัติโครงสร้างกฎหมายที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดทุนไทย
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายเพื่อรองรับการบริหารความมั่งคั่งระดับสากล โดยสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) เสนอกรอบ “Private Trust” ที่จะช่วยแยกความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ออกจากการบริหารจัดการ คล้ายคลึงกับโมเดลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในสิงคโปร์ หากดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผล อุตสาหกรรมประเมินว่ากรอบนี้จะดึงดูดเงินทุนต่างประเทศเข้าสู่ไทยได้ถึง 1 ล้านล้านบาทภายในสองปี
Private Trust คืออะไร และทำไมเศรษฐีทั่วโลกถึงต้องการ?
Private Trust คือโครงสร้างทางกฎหมายที่เจ้าของทรัพย์สินโอนสินทรัพย์ให้กับ Trustee เพื่อบริหารจัดการให้กับผู้รับประโยชน์ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โครงสร้างนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในหมู่เศรษฐีระดับสูงและ Family Office ทั่วโลกสำหรับการจัดสรรสินทรัพย์ข้ามพรมแดน การวางแผนสืบทอด และการป้องกันความเสี่ยงด้านภาษี ปัญหาของไทยคือยังไม่มีการรับรอง Private Trust ภายใต้กรอบกฎหมายทั่วไปสำหรับการบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งต่างจากเขตอำนาจตามกฎหมาย Common Law
แรงจูงใจด้านภาษีและกลไกที่ผูกกับเศรษฐกิจจริง
หนึ่งในเสาหลักของกลยุทธ์นี้คือการเสนอมาตรการจูงใจทางภาษีที่เทียบได้กับสิงคโปร์ โดยสิงคโปร์มีระบบที่ยกเว้นภาษีจากรายได้การลงทุนบางประเภท ไม่มีภาษีกำไรจากทุน และมีสิทธิพิเศษสำหรับรายได้จากต่างประเทศ แต่เงื่อนไขสำคัญคือนักลงทุนต้องสร้าง “ตัวตนทางเศรษฐกิจ” ที่แท้จริงในประเทศ เช่น การตั้ง Family Office การจ้างพนักงานท้องถิ่น และการใช้จ่ายในประเทศ สำหรับไทย แผนของ AIMC กำหนดให้นักลงทุนต่างประเทศต้องจัดสรรสินทรัพย์อย่างน้อย 10% ลงในตลาดทุนไทยเพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ทำไมประเทศไทยถึงมีศักยภาพในการดึงดูดเงินทุนต่างประเทศ?
ประเทศไทยมีศักยภาพที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกลุ่มชาวต่างชาติจากตะวันออกกลางที่อาศัยอยู่ในไทยราว 500,000 คน หากมีเพียง 25,000 คนที่ลงทุนเฉลี่ย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็จะสร้างเงิน inflows ที่มีความหมายอย่างมาก เมื่อรวมกับแรงจูงใจจากชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและนักลงทุนทั่วโลกที่มองหาการกระจายความเสี่ยงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การดึงดูดเพียง 10% ของเงินทุนที่มีอยู่ก็อาจทำให้ inflows เข้าใกล้ 1 ล้านล้านบาท
บทเรียนจากสิงคโปร์และสิ่งที่ไทยต้องระวัง
ความสำเร็จของสิงคโปร์ไม่ได้มาจากนโยบายภาษีเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการบูรณาการระหว่างนโยบายภาษี กฎระเบียบ และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง สิ่งที่ไทยต้องระวังคือการสร้างสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นและการกำกับดูแลที่เข้มงวด โดยเฉพาะในประเด็นการตรวจสอบที่มาของเงินทุน (AML) และการรายงานตามมาตรฐาน CRS ที่กำลังกลายเป็นข้อกำหนดสำคัญในอุตสาหกรรม Private Banking ไทย

